|
Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database |
|
Record |
|
 |
Subject |
ยวน คนเมือง ไทยวน, วัฒนธรรม , ประเพณี, ภาษา , นครราชสีมา |
Author |
ลัดดา ปานุทัย, ละอองทอง อัมรินทร์รัตน์, สนอง โกศัย |
Title |
วัฒนธรรมพื้นบ้านยวนสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา |
Document Type |
รายงานการวิจัย |
Original Language of Text |
ภาษาไทย |
Ethnic Identity |
ไทยวน ยวน ยวนสีคิ้ว คนเมือง,
|
Language and Linguistic Affiliations |
ไท(Tai) |
Location of
Documents |
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร |
Total Pages |
108 |
Year |
2526 |
Source |
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ |
Abstract |
งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นภาพรวมวัฒนธรรมพื้นบ้านของคนไทยเชื้อสายยวน (โยนก) ซึ่งอพยพมาจากเชียงแสน มายังเชียงใหม่ สระบุรี ราชบุรี บางส่วนอพยพมายังสีคิ้ว ทำให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ประเพณีท้องถิ่น ศิลปะพื้นบ้าน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่มีประเพณีเหมือนคนไทยทั่วไป แต่คงมีเอกลักษณ์ของยวน (โยนก) ตรงที่พูดภาษาเหนือ มีประเพณีความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ มีการละเล่นในประเพณีสงกรานต์ เรียกว่า "ลำเดือนห้า" และลักษณะการแต่งกายที่มีลักษณะเฉพาะตัวของยวนโยนก (หน้าบทคัดย่อ) |
|
Focus |
ศึกษาประเพณีและการละเล่นของยวนสีคิ้ว นครราชสีมา (หน้า 5) |
|
Ethnic Group in the Focus |
คนยวนสีคิ้วเรียกตัวเองว่า "ยวน" คำว่าคนเมืองไม่ได้เป็นคำที่แยกประเภทคนไทยว่าเป็นคนเมืองเหนือหรือคนเมืองใต้ แต่คนเมืองเป็นคำที่มีความหมายโดยเฉพาะหมายถึงคนที่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง เป็นถิ่นฐาน มีที่ทำมาหากิน และเป็นการเรียกเพื่อแบ่งแยกระหว่าง "คนเมือง" กับ "คนม่าน" หรือพม่า (หน้า 10) จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า ความเป็นมาของชื่อคนเมือง เป็นการเรียกชื่อเพื่อยืนยันตนเองว่าเป็นชาวเมืองไม่ใช่ชาวป่า อีกทางหนึ่ง กล่าวว่าเกิดขึ้นในสมัยพม่าปกครองล้านนา คนไทยภาคเหนือเรียกคนพม่าว่า "คนม่าน" เพื่อแยกตัวเองว่าไม่ใช่คนม่าน (หน้า 11) พม่าจะเรียกคนยวนว่า ซาน หรือ "ซานยูน" หรือ ชาน คือ ไตนั่นเอง คำว่า "ยูน" ถอดตามตัวอักษรเป็น "ยวนะ" หมายถึงยวน หรือ โยน หรือ โยนก นั่นคือ ซานยูน ก็คือไทยยวน หรือ ไตโยน (หน้า 11) คนยวนสีคิ้วเรียกตนเองว่า ยวน ไม่เรียกว่า คนเมือง เพราะคำว่า คนเมือง เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากกลุ่มคนยวนสีคิ้ว (และยวนเสาไห้) อพยพลงมาอยู่ทางใต้แล้ว จึงไม่ใช้คำว่าคนเมือง (หน้า 12) |
|
Language and Linguistic Affiliations |
ภาษายวน หรือที่เรียกว่า "ฟู่พื้นบ้าน" (หน้า 50) มีภาษาดั้งเดิมคือภาษาเหนือ มีการใช้คำเหมือนภาคกลาง แต่มีความแตกต่างเฉพาะสำเนียง เสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์เล็กน้อย เช่นเดียวกับภาษาเหนือ (เชียงใหม่) ต่างจากภาษากลาง (กรุงเทพฯ) เช่น /ก/ เป็น /ค/ /ท/ เป็น /ต/ /ช/ เป็น /จ/ ฯลฯ (หน้า 66) คนยวนสีคิ้วสามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งภาษาภาคกลาง (กรุงเทพฯ) ภาษาอีสาน (โคราช-ชัยภูมิ) ภาษาโคราช (ภาษาถิ่นโคราช) (หน้า 67) |
|
Study Period (Data Collection) |
มกราคม พ.ศ. 2526 - ธันวาคม พ.ศ. 2527 |
|
History of the Group and Community |
ยวนสีคิ้วอพยพมา 2 ทาง พวกแรกอพยพมาจากทางเหนือ มาอยู่ที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ต่อมาเจ้าเมืองสระบุรีแบ่งครอบครัวยวนมาอยู่ที่อำเภอสีคิ้ว เพราะต้องการตั้งกองเลี้ยงโคขึ้นในท้องที่เมืองนครจันทึก จึงแบ่งครอบครัวยวนเสาไห้ สระบุรีมาอยู่ที่อำเภอสีคิ้ว นครราชสีมา ส่วนอีกพวกหนึ่งอพยพมาจากเวียงจันทน์ ในช่วงรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ยกทัพมายึดทัพเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไทยจึงต้องขับไล่เจ้าอนุวงศ์ไปถึงเวียงจันทน์ ตอนยกทัพกลับได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ และคนยวนกลับมาด้วยจำนวนมาก กลุ่มยวนที่มาทีหลังจึงมาสมทบกับยวนกลุ่มแรกที่สีคิ้ว ต่อมาประชากรเพิ่มขึ้น จึงขยายที่ทำมาหากินมาถึงแถบบ้านโนนกุ่ม บ้านถนนคต บ้านน้ำเมา บ้านโนนทอง บ้านโนนแต้ และบ้านไก่เซา ส่วนยวนบ้านเสาไห้ เริ่มอพยพมาตั้งบ้านเรือนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งข้อมูลอีกด้านเล่าว่า ชาวสีคิ้วเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากอำเภอเสาไห้ เมื่อประมาณ 100 ปี เพื่อต้องการหาที่ดินทำกินใหม่ (หน้า 16-17) |
|
Settlement Pattern |
รูปทรงบ้านสีคิ้วคล้ายบ้านเรือนทางภาคเหนือ เป็นเรือนเครื่องสับชั้นเดียว ใต้ถุนสูงประมาณ 5-6 ศอก แปลนบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาแฝดสองหรือสามหลัง รูปหน้าจั่วแหลม ทรงมะลิลา มีปั้นลมยอดเล็กแหลม เรียกว่ากาแล หลังคามุงกระเบื้องหน้าวัว กระเบื้องดินเผา สังกะสี และหญ้า หลังคา นิยมสร้างหลังคาปกคลุมชานและบันได ตัวเสาเรือนไม่เอียงสอบเข้าเหมือนบ้านทรงไทย ชานเรือนอยู่ทางด้านตัวเรือนหรืออยู่ที่ฝั่งหัวเรือนและท้ายเรือน บริเวณทำครัวอาจปลูกไว้ต่างหากหรือมีการกั้นห้องไว้ต่างหาก พื้นเรือนปูยกระดับลดหลั่นกับชานเรือน ส่วนฝาบ้านเป็นฝาเพี้ยม ฝาปะกบ มีหน้าต่างไม่มาก และเป็นหน้าต่างบานเล็ก ส่วนประตูบ้านจะมีรูปเคารพบูชา (หน้า 133, 137) |
|
Belief System |
ยวนสีคิ้วมีประเพณีตามเทศกาลต่าง ๆ ดังนี้ 1) ประเพณีสงกานต์ เริ่มวันที่ 12-15 เมษายน เป็นประเพณีทางศาสนา มีการทำบุญตักบาตรและฟังเทศน์ บ่ายสรงน้ำพระ ขนทรายเข้าวัดและเล่นสาดน้ำกัน ทุกคืนมีการละเล่น ลำเดือนห้า หมายถึงกลอนผะหยา เป็นผะหยาสั้นๆ เรียกว่าผะหยายอย มีแคนเป็นเครื่องดนตรีประกอบผู้เล่นผู้ร้อง จะฟ้อนตามจังหวะแคนและเดินเป็นวง เป็นคู่หญิงชาย 2) ประเพณีสารท มีการจัดสิ่งของเหมือนตานก๋วยสลาก แต่มีชื่อเรียกว่าก๋วยตื้น (ก๋วยตีน) ใส่ของถวายพระแบบสลากภัตร จะมีการนำอาหาร ขนมและกระยาสารทไปถวายพระในตอนเช้า หลังฉันเพล จะนำต้น "ก๋วยตี๋น" มาถวายพระโดยตั้งรวมกันไว้ ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนทำก๋วยตี๋น แต่ทำเป็นต้นไม้ดอกแทน ซึ่งประดับด้วย ธนบัตร บุหรี่ ไม้ขีด เทียน แฟ๊บ สบู่ ฯลฯ ตอนถวายพระจะใช้วิธีจับสลากชื่อพระ แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้อง 3) ประเพณีแต่งงาน เจ้าบ่าวจะยกขันหมากมาบ้านเจ้าสาว ขันหมากจะมีบายศรี ทำด้วยใบตอง แต่ใส่พานหรือโตก ในกระทงบายศรีจะใส่ข้าวต้มมัด กล้วย ไข่ขวัญ หมอจะมาทำพิธีเรียกขวัญ หลังจากนั้นผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะเข้ามาผูกข้อมือบ่าวสาวพร้อมให้ศีลให้พร พอเสร็จเจ้าสาวจะจูงเจ้าบ่าวเข้าห้องพอเป็นพิธี ต่อมาเจ้าสาวจะมาทำเครื่องสมา (เครื่องไหว้) มาสมาพ่อแม่ฝ่ายชาย ซึ่งเป็นผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ที่นอน หมอน หลังจากเสร็จพิธีทั้งหมดแล้ว จะมีพิธีเซ่นไหว้ปู่ย่าตายาย บอกกล่าวให้ทราบ 4) ประเพณีทำบุญงานศพ แบ่งเป็นการตายเพราะสิ้นอายุขัย กับการตายผิดธรรมชาติ จะมีการบอกหนทาง คือบอกให้ระลึกถึงพระคุณรัตนตรัย การเฝ้าศพ คือการอยู่ยามตามไฟ เอาผ้าคลุมศพ และระวังไม่ให้แมวดำกระโดดข้ามศพ บางครั้งต้องกางมุ้งให้ด้วย การอาบน้ำศพ ใช้สำหรับการตายปกติ ถือเป็นการทำความสะอาดและชำระบาป เสร็จและจะตกแต่งร่างกาย สวมเสื้อผ้าให้ด้วย บางแห่งมีรดน้ำศพ เงินใส่ปากศพ ใช้เหรียญบาทใส่ปากศพ ถ้าเป็นคนเคยกินหมาก ก็จะเอาหมากใส่ไปด้วย นอกจากนี้มีการมัดตราสังข์ และลงเก็บในโรงไม้ เพื่อนำมาตั้งศพก่อนเผา การตามไฟหน้าศพ พระสวด และคฤหัสถ์สวด และมีการบวชชี - พราหมณ์ (ไม่โกนผม) หรือบวชหน้าศพอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย ในงานศพอาจมีการละเล่นลำแคน ว่าผะหยายอย ที่เรียกว่าลำเดือนห้า แบบเดียวกับที่เล่นในวันสงกรานต์ 5) ความเชื่อเรื่องผี มีความเชื่อเรื่องผีปู่ย่าตายาย จะสามารถบันดาลให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง จึงต้องมีการเลี้ยงผีปู่ย่า โดยมีเครื่องเซ่น หัวหมู ไก่ เหล้า และไข่ต้มคู่ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อพระยาสี่เขี้ยว ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในหมู่บ้าน การเซ่นไหว้บวงสรวงจะทำทุกเดือนหก ขึ้นหกค่ำเพื่อคุ้มครองบ้านเมืองให้สงบสุข มีคนทรงเป็นผู้เชิญวิญญาณ บริเวณที่ทำพิธีกรรม จะเลี้ยงกันที่ศาลในหมู่บ้าน เครื่องเซ่นไหว้ประกอบด้วย กระทงบายศรี ขนมต้ม กล้วย หัวหมู เหล้า 2 ขวด ไก่ 2 ตัว นำไปวางไว้ที่หิ้ง เสร็จแล้วมีการเล่นรำโทนเชิญเจ้าพ่อมาเล่นสนุกสนานร่วมกับชาวบ้าน และมีลิเกเล่นจนถึงตีสาม เจ้าพระยาสี่เขี้ยวเกี่ยวข้องกับการแฮกนา เพราะมีพิธีเลี้ยงผีในเดือนหก ขึ้นหกค่ำ มีความเชื่อเกี่ยวกับความฝันและวิญญาณ เช่น ฝันว่าไฟไหม้ ฟันหัก จะโชคร้าย ความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น อีแร้งจับหลังคา เชื่อว่าจะมีเคราะห์ นกแสกร้อง เชื่อว่าจะมีเด็กเกิด (หน้า 89-96) |
|
Education and Socialization |
|
Health and Medicine |
มีความเชื่อเกี่ยวกับยากลางบ้าน และคาถารักษาโรค เช่น ตะขาบต่อย ให้เอาเครือนักคะราดฝนใส่น้ำมะนาวปิดตรงที่ถูกต่อย ถ้าเป็นลมพิษ เป็นคางทูม ให้ใช้คาถาเป่า (หน้า 96) |
|
Art and Crafts (including Clothing Costume) |
ได้มีการศึกษาจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง เห็นได้ว่าคนยวน (โยนก) นุ่งซิ่นลายขวาง ใส่เสื้อแขนกระบอก มีผ้าสไบหรือห้อยคอ ผู้หญิงไว้ทรงผมมวย ผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น แบบหยักรั้ง มีผ้าขาวม้าคาดพุง ไม่ได้ใส่เสื้อ เครื่องประดับใส่สายสร้อยและกำไรข้อมือหลายเส้น ขึ้นมาถึงครึ่งแขน นิยมใส่ทองและนาค (หน้าที่ 20) ลายผ้าสีคิ้ว มีการทอผ้าฝ้าย โดยทำเป็นผ้าซิ่น ผ้าห่อเสื่อ ผ้าคลุมศรีษะนาค ปัจจุบันเริ่มทอผ้าฝ้ายสีพื้น และลายจำหน่ายในหมู่บ้าน ลายผ้าซิ่นของยวนสีคิ้วมีลักษณะเป็นลายสอดสีต่าง ๆ สีพื้นนิยมสีน้ำเงินหรือสีดำ สีน้ำตาลและสีเขียวเข้ม ส่วนลายขวางอาจมี 2 - 3 สี มีด้ายเกลียวสอดเป็นระยะ เรียกว่า ไก เป็นด้ายเกลียวที่ปั่นควบกันเป็นสองสี เช่น ขาวกับดำ ที่หัวผ้าตรงชายพกต้องต่อด้วยผ้าดิบสีแดง กว้างประมาณ 1 คืบ ส่วนผ้าห่มมุก ผ้าห่อเสื่อเป็นผ้าคลุมไหล่ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร เป็นการเอาผ้ามาต่อกัน ลายผ้าห่มมุกเป็นพื้นสีแดง ดำ ด้ายยืนเป็นพื้นสีแดง ด้ายพุ่งเป็นสีดำ มีดอกกลมเป็นจุดตรงกลางตาสี่เหลี่ยมเล็กๆ ดูเหมือนมุก ส่วนลายผ้าห่อเสื่อเป็นลายขัดกันด้ายสีขาวทั้งด้ายยืนและด้ายพุ่ง เชิงของผ้าห่มมุกและผ้าห่อเสื่อมีลายหลักตอนกลาง มีลายเล็กเป็นบริวารทั้งสองข้าง ส่วนเชิงผ้าจะมีลายริ้วสวยงาม ชื่อลายผ้าห่อมุกและผ้าห่มเสื่อที่ปรากฏปัจจุบันมีดังนี้ ลายก้านก้อม, ลายฟันปลา, ลายมะลิเลื้อย, ลายจี่ดอกเปา, ลายงูค้าเส้า, ลายดอกจัน, ลายช้าง, ลายม้า, ลายหงส์, ลายกุดน้อยหรือกุดย้อย (หน้า 168-172) |
|
Folklore |
การละเล่นพื้นบ้านของยวนสีคิ้ว จะเล่นกันในวันสงกรานต์ เรียกว่า "ลำเดือนห้า" ประกอบด้วยการลำกลอนผะหยา การเป่าแคน และการฟ้อนตามจังหวะแคน จึงมีการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ผะหยายอย และลำแคน คำร้องหรือกลอนมีลักษณะคล้ายระหว่าง "คำเครือ" ของภาคเหนือ กับ ""ผะหยายอย" ของภาคอีสาน เนื้อเพลงเป็นการเกี้ยวพาราสี ว่าตอบโต้กัน ไม่นิยมคำหยาบหรือคำด่า จะเป็นการตอบโต้ด้วยคำพูดไพเราะอ่อนหวาน ลักษณะลายแคน เป็นการเป่าให้จังหวะฟ้อนรำ และจังหวะว่ากลอน การเป่าจึงมีลักษณะเป็นจังหวะมากกว่าทำนอง ลักษณะการฟ้อน แตกต่างจากการเซิ้ง เพราะเน้นลีลาความอ่อนช้อยที่มือจีบ และการวาดแขน ผู้ชายวงกว้าง ผู้หญิงวงแคบ ผู้ฟ้อนจะใช้วิธีย่อตัวตามจังหวะแคน แต่ก้าวเดินช้า (หน้า 98-99) |
|
Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation) |
|
Social Cultural and Identity Change |
วัฒนธรรมพื้นบ้านยวนสีคิ้วปัจจุบันมีการผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย แต่ยังคงความเป็นยวน เช่นภาษาพูด แต่ผสมกับภาษาอีสาน และภาษาโคราช (หน้า 177) |
|
|