|
Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database |
|
Record |
|
 |
Subject |
ลาหู่,การย้ายถิ่นฐาน,อำนาจรัฐ,การครอบครองที่ดิน,ความเปลี่ยนแปลงการยังชีพ,การศึกษา,เศรษฐกิจ, ภาคเหนือ |
Author |
Peter W. C. Hoare |
Title |
The Movement of Lahu Hill People towards a Lowland Lifestyle in North Thailand: A Study of Three Village |
Document Type |
บทความ |
Original Language of Text |
- |
Ethnic Identity |
ลาหู่ ลาหู่ ละหู่ ลาฮู,
|
Language and Linguistic Affiliations |
จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan) |
Location of
Documents |
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร |
Total Pages |
48 |
Year |
2535 |
Source |
In: Anthony R. Walker (ed.) The Highland Heritage, Collected Essays on Upland North Thailand |
Abstract |
บทความนี้เป็นบทความที่กล่าวถึงการอพยพของละหู่จากบนเทือกเขาสูงลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่บนพื้นที่ที่ต่ำลงมาและมีปฏิสัมพันธ์กับไทยพื้นราบมากขึ้น โดยพิจารณาบริบทที่เป็นสาเหตุของการอพยพลงมาจากเทือกเขาสูงของละหู่ พิจารณาทั้งเงื่อนไขทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ และศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางด้านสังคม วัฒนธรรม รวมไปถึงค่านิยมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนละหู่อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับตัวของละหู่ เมื่อมาอาศัยอยู่ยังพื้นที่ที่ต่ำลงมา และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีผลต่อการทำลายความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนละหู่ |
|
Focus |
บทความนี้เน้นศึกษาถึงปัจจัยทางด้านสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นสาเหตุให้ละหู่ต้องอพยพจากพื้นที่สูงมาอยู่อาศัยในพื้นที่ที่ต่ำลงมา และมีปฏิสัมพันธ์กับคนพื้นราบมากขึ้น (หน้า 75) |
|
Ethnic Group in the Focus |
บทความนี้เน้นศึกษาละหู่เป็นหลัก โดยละหู่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือละหู่ดำ(Black Lahu) และละหู่เหลือง (Yellow Lahu) ซึ่งในสองกลุ่มใหญ่ดังกล่าวก็ยังแบ่งย่อยออกไปอีกโดย โดยละหู่ดำยังแยกออกได้อีก 3 กลุ่ม คือ Lahu Nyi, Lahu Na และ Lahu sheh Leh ส่วนละหู่เหลืองก็แยกย่อยออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ Lahu Shi Ba Lan และ Lahu Shi Ba Keo โดยในบทความนี้ผู้เขียนได้ทำการศึกษาหมู่บ้านละหู่ 3 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านปาห์โล, หมู่บ้านห้วยตาด และหมูบ้านแม่ปันล่าง โดยที่สองหมู่บ้านแรกอยู่ในกลุ่ม Lahu Nyi หรือละหู่แดง(Red Lahu) ส่วนหมู่บ้านสุดท้ายอยู่ในกลุ่ม Lahu Na หรือละหู่ดำ (Black Lahu) (หน้า 81) |
|
Language and Linguistic Affiliations |
ละหู่เป็นชนชาติที่พูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า (หน้า 80 ) |
|
Study Period (Data Collection) |
ไม่ทราบแน่ชัด (ระหว่าง 1979 -1984 ?) |
|
History of the Group and Community |
ถิ่นฐานดั้งเดิมของละหู่นั้นตั้งอยู่ในแถบเทือกเขาสูงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ มลฑลยูนนานของประเทศจีน เรื่อยมาจนถึงทางตอนเหนือของพม่า และได้มีบางส่วนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในเขตแดนของประเทศไทย ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1880 ได้มี ละหู่เริ่มอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ยังดินแดนทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ในแถบอำเภอฝาง แต่ทว่าก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ละหู่ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยนั้น โดยมากได้อพยพเข้ามาในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 |
|
Settlement Pattern |
ในพื้นที่ของภาคเหนือในส่วนที่เป็นที่ราบเชิงเขาและที่ราบสูงนั้น จะมีชาวไทยพื้นราบ (หรือ”ไตยวน”) อาศัยอยู่มาก ส่วนชาวไทยภูเขา (รวมไปถึงละหู่ด้วย) จะอาศัยอยู่หนาแน่นในพื้นที่ส่วนที่เป็นเทือกเขาสูง และอาศัยอยู่อย่างประปรายในส่วนที่เป็นที่ราบสูง ซึ่งจากรายงานที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1969 ระบุว่า ละหู่ที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึงกว่า 1,200 เมตร แต่พอล่วงมาถึงช่วงที่เขียนบทความฉบับนี้ ละหู่ได้เริ่มอพยพลงมาอยู่อาศัยในพื้นที่ที่ต่ำลงมา โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 900 เมตรเท่านั้น (หน้า 75-76) บ้านเรือนแบบดั้งเดิมของละหู่นั้นสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ โดยยกพื้นเตี้ยๆ วางคานไม้ ปูพื้นด้วยไม้ไผ่ ฝาผนังและหลังคามุงด้วยจาก แต่เมื่อละหู่รับเอาเทคโนโลยีการทำการเกษตรแผนใหม่ที่ได้รายได้ดีและแน่นอนแล้ว ก็เริ่มมีการเปลี่ยนรูปแบบบ้านเรือนของตนมาเป็นแบบเดียวกับที่ไทยพื้นราบทางภาคเหนือนิยมสร้าง โดยใช้ไม้สักแปรรูปในการสร้างบ้าน และมุงหลังคาด้วยกระเบื้องหรือสังกะสี การสร้างบ้านเรือนในลักษณะข้างต้นนั้นนับเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่งร่ำรวยของผู้เป็นเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากละหู่ผู้ใดได้สร้างบ้านตามแบบไทยขึ้นนั้น บ้านแบบดั้งเดิมของตนก็หาได้ทำการรื้อถอนออกไปแต่อย่างใด แต่จะยังคงไว้โดยใช้เป็นห้องครัวสำหรับประกอบอาหาร และเป็นที่ผิงไฟในฤดูหนาว ส่วนบ้านหลังใหม่แบบไทยนั้นจะใช้เป็นที่นอนและรับรองแขกสำคัญที่มาเยือน ในสังคมของละหู่ การมีบ้านแบบไทยสักหลังนั้นนับเป็นความปรารถนาสูงสุดของละหู่หลายๆ คนเลยทีเดียว จึงทำให้แม้ไม่มีเงินจะสร้างบ้านแบบไทยขึ้นใหม่ทั้งหลัง แต่ละหู่ก็ได้พยายามที่จะปรับปรุง-ตกแต่งบ้านในแบบดั้งเดิมของตนให้ให้มีความคล้ายคลึงกับบ้านแบบไทย (หน้า 111 - 113) |
|
Demography |
ประชากรชาวไทยภูเขาทั้งหมดในประเทศไทยมีถึงกว่า 500,000 คน คิดเป็นร้อยละ 1 ของประชากรไทยทั้งประเทศ จากการสำรวจในกลางปี ค.ศ. 1983 พบว่าในจำนวนดังกล่าวเป็นละหู่ถึงกว่า 40,000 คน นับเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนประชากรชาวไทยภูเขาทั้งหมด จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีชาวละหู่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก อันมีสาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสามประการ คือ ประการแรก ได้มีละหู่อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง เกิดจากการที่ละหู่นิยมแต่งงานในช่วงที่ยังเยาว์วัย (ราว 14 -16 ปี) และประการสุดท้าย ละหู่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยยังขาดการศึกษาและไม่เข้าใจภาษาไทย ทำให้การให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดแก่ละหู่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าใดนัก ในช่วงที่เขียนบทความนี้อัตราการเกิดของละหู่ยังอยู่ในอัตราที่สูงเพราะการคุมกำเนิดตามแบบแผนใหม่ที่ได้มีองค์กรเอกชนเข้าไปเผยแพร่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 นั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจและยอมรับของชุมชน จากหมู่บ้านละหู่ 3 หมู่บ้านที่ผู้เขียนได้เข้าศึกษาพบว่า มีเพียงหมู่บ้านห้วยตาดหมู่บ้านเดียวที่ยอมรับการคุมกำเนิดและมีอัตราการเกิดลดลง นอกจากนั้น การทำการเกษตรกรรมยังมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรละหู่ อีกด้วยกล่าวคือ การที่ละหู่มีลูกมากนั้นเหตุผลสำคัญก็เพื่อจะได้มีแรงงานไว้ทำงานในภาคเกษตรกรรม และเมื่อทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว การแบ่งปันผลผลิตจะเฉลี่ยตามจำนวนสมาชิกในแต่ละครัวเรือน ดังนั้นละหู่จึงนิยมมีลูกมากเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งผลผลิตทางเกษตรที่ครอบครัวของตนจะได้รับอีกด้วย (หน้า 76, 93-94) สำหรับจำนวนประชากรในหมู่บ้านละหู่ที่ผู้เขียนเข้าไปศึกษานั้น หมู่บ้านปาห์โลมีประชากร 24 หลังคาเรือน (หน้า86), หมู่บ้านห้วยตาด มีประชากร 45 หลังคาเรือน (หน้า 86) และหมู่บ้านแม่ปันล่างมีประชากร 36 หลังคาเรือน (หน้า 89) |
|
Economy |
แต่เดิมละหู่ยังชีพด้วยการถางป่าทำไร่หมุนเวียน แต่เมื่อทางการไทยได้มีนโยบายห้ามการกระทำดังกล่าวละหู่จึงได้อพยพมาอาศัยในพื้นที่ต่ำลงมาและซื้อที่จากไทยพื้นราบเพื่อทำการเพาะปลูก (หน้า 78-79) ในเรื่องการถือครองที่ดินนั้นนับเป็นมูลเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ละหู่ต้องอพยพลงมาอยู่อาศัยยังพื้นที่ที่ต่ำลงมา ทั้งนี้เนื่องมาจากในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ทางกรมป่าไม้ได้ประกาศว่า ที่ดินทำกินดั้งเดิมบนเทือกเขาสูงที่ตกทอดมาหลายชั่วคนของละหู่นั้น อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและไม่สามารถถือครองเป็นที่ทำกินได้อีกต่อไป เพราะเป็นการทำลายป่าต้นน้ำ ส่งผลต่อปริมาณน้ำที่จะลงไปหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยาอันเป็นแหล่งการทำการเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ ทางกรมป่าไม่จะรับรองการถือครองที่ดินของเจ้าของที่ดินผืนที่มีความชันมากกว่า 35 องศา หากยึดตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ที่ดินทำกินของชาวบ้านในหมู่บ้านปาห์โลและหมู่บ้านห้วยตาดก็อาจจะจะถูกกรมป่าไม้เพิกถอนกรรมสิทธิ์การครอบครองและทำการปลูกป่าทดแทนบนพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นได้ ส่วนหมู่บ้านแม่ปันล่างนั้นไม่มีปัญหาเรื่องการถือครองที่ดิน เพราะชาวบ้านได้ซื้อที่ดินดังกล่าวต่อมาจากไทยพื้นราบ และที่ดินดังกล่าวก็มีความลาดชันน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และได้รับการรับรองกรรมสิทธิ์โดยกรมป่าไม้แล้ว (หน้า 99- 101) จากการศึกษาของผู้เขียนยังพบว่า แหล่งที่มาของอาหารที่ละหู่บริโภคกันในครัวเรือนนั้น หลักๆ แล้วมาจาก 4 แหล่ง ก็คือ อาหารจากผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้เองในหมู่บ้าน, อาหารที่ได้จากการหาของป่าและล่าสัตว์, อาหารจากการซื้อมาจากตลาดของไทยพื้นราบ และอาหารที่ได้เป็นของกำนัลจากชุมชนอื่น ปกติแล้วผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้เองในหมู่บ้านนั้น มักจะไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทำให้ละหู่ต้องทำการซื้อส่วนที่ขาดจากตลาดภายนอกโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง จะเข้ามารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของละหู่และนำสินค้าจากตลาดเข้ามาขายด้วย (ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากหมู่บ้านละหู่ทั้งสามหมู่บ้านนั้นตั้งอยู่ไกลจากตลาดมาก ทำให้ชาวบ้านไม่สะดวกที่จะลงไปซื้อสินค้าที่ขาดแคลนด้วยตนเอง) ที่ข้าวเป็นสินค้าที่ละหู่ต้องการมากที่สุดเพราะไม่สามารถผลิตเพื่อบริโภคได้อย่างพอเพียง ผลผลิตทางการเกษตรของหมู่บ้านละหู่ทั้งสามหมู่บ้าน ได้แก่ ข้าวและข้าวโพดซึ่งเป็นอาหารของสุกร, มันฝรั่ง, พริกและงา นอกจากนั้นยังมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่เนื่องจากในหมู่บ้านยังมีผู้ติดฝิ่นอยู่(หน้า 104-105 ) ต่อมาในแต่ละหมู่บ้านก็ได้เริ่มทำการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เช่น หมู่บ้านแม่ปันล่างปลูกมะม่วง หมู่บ้านปาห์โลปลูกต้นท้อพันธุ์พื้นเมือง ส่วนที่หมู่บ้านห้วยตาดนั้นได้ทำการปลูกชากาแฟและลิ้นจี่ และนอกจากการทำการเกษตรแล้ว ละหู่ยังเลี้ยงสัตว์จำพวกสัตว์ปีกและสุกรไว้บริโภคอีกด้วย (หน้า 102 ) ถึงแม้จะพยายามทำการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรแล้ว หากแต่การปลูกข้าวของละหู่ก็ยังไม่พอเพียงกับการบริโภค อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากไม่สามารถขยายพื้นที่นาเพิ่มเพื่อรองรับกับจำนวนประชากรในหมู่บ้านที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะหากขยายพื้นที่นาอีกก็จะไปลุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้ เมื่อไม่สามารถขยายที่นาได้ชาวนาละหู่บางส่วนจึงได้เลิกทำนาแล้วหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ได้ผลกำไรดีกว่าแทน (รวมไปถึงการลักลอบปลูกฝิ่นด้วย) ทำให้ต่อมาในภายหลังละหู่จะแทบจะซื้อข้าวจากไทยพื้นราบเพื่อการบริโภคแต่เพียงอย่างเดียว ต่อมาเมื่อปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินได้ลุกลามใหญ่โต ผู้ใหญ่บ้านปาห์โลจึงได้ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน ชาวบ้านต้องการขยายที่ทำกินเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ต่อมาก็ได้รับการปฏิเสธจากกรมป่าไม้ จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1983 ชาวบ้านปาห์โลได้ย้ายที่ทำกินไปยังพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติและได้ทำการเพาะปลูกข้าวและชาในพื้นที่ดังกล่าว ในปีต่อมา เมื่อทางกรมป่าไม้ได้เริ่มใช้เฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวนในเขตพื้นที่ป่าสงวน จึงทำให้การตรวจจับการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของละหู่ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ละหู่ต้องหันมาทำการเกษตรแบบฟาร์มปิด โดยที่หมู่บ้านปาห์โลได้ทำการกู้เงินมาเพื่อลงทุนทำการปลูกกาแฟพันธุ์อราบิกาและลูกท้อซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจเพิ่มเติม การเพาะปลูกในลักษณะดังกล่าวก็ได้พบในหมู่บ้านห้วยตาดและหมู่บ้านแม่ปันล่างด้วย โดยได้แหล่งเงินทุนที่สำคัญจากเงินกู้ธนาคาร (ยกเว้นหมู่บ้านห้วยตาดที่ชาวบ้านบางส่วนได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมิชชันนารี) ซึ่งละหู่ต่างก็เป็นลูกค้าชั้นดีของธนาคาร เพราะโดยมากมีเงินมาชำระหนี้ตามกำหนด และมีการฝากเงินต่อเนื่องเป็นประจำ และเมื่อละหู่ต้องการเงินทุนเพื่อพัฒนาวิสาหกิจของตน ธนาคารก็มักจะอนุมัติสินเชื่อให้ (หน้า 105-111) |
|
Social Organization |
ในสัมคมของละหู่ เมื่อมีการแต่งงานกันเกิดขึ้น ฝ่ายชายจะต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิงและจะต้องช่วยครอบครัวของฝ่ายหญิงในการทำการเพาะปลูกเป็นเวลานาน 3 - 7 ปี จึงจะสามารถแยกครอบครัวของตนออกมาเป็นเอกเทศจากครอบครัวของฝ่ายหญิงได้ นอกจากนั้นผูเขียนยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยาในสังคมของละหู่ (โดยเฉพาะในกลุ่ม Lahu Nyi นั้น) มีความแน่นแฟ้นกันมากกว่าเผ่าอื่นๆ และผู้ชายยังช่วยภรรยาในการทำงานบ้านอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏบ่อยนักในสังคมชาวไทยภูเขา แต่อย่างไรก็ตามการแต่งงานระว่างละหู่กับไทยพื้นราบ ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมละหู่เท่าใดนัก (หน้า 83) |
|
Political Organization |
ละหู่มีผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการเลือกตั้งโดยหัวหน้าครอบครัวของทุกๆ ครอบครัวในหมู่บ้าน หลังจากเลือกตั้งแล้วผู้ใหญ่ที่ได้รับการเลือกจะต้องเข้าประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อให้มีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ โดยภายหลังจากเสร็จพิธีแล้วผู้ใหญ่บ้านก็จะมีอำนาจสมบูรณ์ในการบริหารจัดการภายในหมู่บ้าน (บางครั้งหมู่บ้านละหู่ก็อาจรวมตัวกันโดยมีผู้ใหญ่บ้านเพียงคนเดียวได้) นอกจากนั้นผู้ใหญ่บ้านของละหู่ยังมีหน้าที่เป็นตัวแทนของหมู่บ้านเมื่อจะต้องทำการติดต่อกับหมู่บ้านอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงหรือเมื่อต้องเข้ามาติดต่อกับทางราชการไทย ดูแลเรื่องการยุติธรรมในหมู่บ้านอีกด้วย (หน้า 82) |
|
Belief System |
ละหู่นับถือเทพเจ้าสูงสุดสององค์คือ เทพเจ้า G’ui sha และเทพี Ai ma นอกจากนั้นยังนับถือผีอื่นๆ อีกหลายตน ละหู่จะทำการบูชายัญสุกรและสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้รับพรจากเทพหรือผีตามที่ประสงค์ (การกระทำดังกล่าวค่อนข้างกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของหมู่บ้านในองค์รวมเป็นอย่างมาก) และในวันขึ้น 15 ค่ำและแรม 8 ค่ำ ของเดือน ตามปฏิทินจันทรคติ ละหู่จะทำการเซ่นสังเวยแด่ เทพเจ้า G’ui sha เพื่อเป็นการชำระล้างบาป ธรรมเนียมดังกล่าวผู้เขียนระบุว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากธรรมเนียมการไปทำบุญในวันพระของชุมชนไทยพุทธที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง ประเพณีที่สำคัญที่สุดของละหู่ก็คือ การเฉลิมฉลองในเทศกาลปีใหม่ โดยจะมีการทำขนมที่ทำจากข้าวแบ่งกันรับประทานในหมู่บ้าน และเทศกาลนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบปะพูดคุยเกี้ยวพาราสีกันได้อย่างเปิดเผยและนอกจากความเชื่อทางศาสนาตามแบบดังเดิมของละหู่แล้ว ยังมีละหู่บางส่วน (โดยเฉพาะที่อพยพมาจากประเทศพม่า) ที่นับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย เช่น ที่ปรากฏในหมู่บ้านห้วยตาด (หน้า 82,86) |
|
Education and Socialization |
สำหรับละหู่แล้ว การได้รับการศึกษาแผนใหม่ที่รัฐไทยจัดให้และการรู้ภาษาไทยนั้น เป็นหลักประกันถึงการรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะการรู้ภาษาไทยนั้นจำเป็นมากในการติดต่อราชการค้าขายกับไทยพื้นราบ สำหรับหมู่บ้านละหู่ที่ผู้เขียนเข้าไปศึกษานั้น แต่ละหมู่บ้านก็มีสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป หมู่บ้านปาห์โลนั้น ในปี ค.ศ. 1977 ทางกรมสวัสดิการสังคมก็ได้ทำการฝึกหัดครูและเข้าไปสร้างโรงเรียนในหมู่บ้านและทำให้เด็กถึงกว่าร้อยละ 78 ในหมู่บ้านได้เข้าเรียนหนังสือ (ซึ่งนับว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับหมู่บ้านม้งที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งมีอัตราเด็กที่ได้เข้าเรียนหนังสือเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เด็กๆ ก็มักจะขาดเรียนเป็นประจำด้วยเหตุผลที่ต้องไปช่วยทางบ้านทำงานในภาคเกษตรกรรม ส่วนในผู้ใหญ่นั้นในหมู่บ้านปาห์โลมีผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่สามารถสื่อสารเป็นภาษาไทยได้ เพราะได้เรียนรู้ภาษาไทยในช่วงที่ต้องโทษจำคุก ในขณะที่หมู่บ้านแม่ปันล่างนั้น แม้ที่ตั้งของหมู่บ้านจะอยู่ใกล้เคียงกับชุมชนชาวไทย แต่คนในหมู่บ้านก็ยังขาดการศึกษาอยู่มาก ส่วนเด็กๆ ในหมู่บ้านห้วยตาดนั้น ได้เข้าเรียนในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนของรัฐบาลตั้งอยู่ใกล้เคียงกับไร่ชาของบริษัทระมิงค์ จึงทำให้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่าหมู่บ้านอื่น เมื่อจบการศึกษาในระดับประถมศึกษาแล้ว การที่เด็กละหู่จะได้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษานั้นมีน้อยมาก เนื่องจากไม่มีสถานศึกษาในระดับมัธยมที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านนอกจากนั้นผู้ปกครองของเด็กละหู่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะส่งเสียบุตรหลานของตนให้ได้เข้าเรียนในระดับมัธยมอีกด้วย แต่ก็มีเด็กบางคนที่ได้รับทุนการศึกษาและได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ โดยเฉพาะในหมู่บ้านห้วยตาด ซึ่งเด็กๆ มักจะได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับมัธยมจากกลุ่มมิชชันนารีคริสเตียนอยู่เสมอ การที่ละหู่ได้อพยพจากเทือกเขาสูงลงมาตั้งถิ่นฐานยังพื้นราบแล้ว ละหู่ยังต้องศึกษาถึงการทำการเกษตรกรรมตามแบบของชนพื้นราบ (โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาดำ) จากไทยพื้นราบอีกด้วย (หน้า 95-98) |
|
Health and Medicine |
เรื่องสุขภาพอนามัยของชาวไทยภูเขา(รวมละหู่ด้วย) ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ทำการฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับการสาธารณสุขมูลฐานแก่บุคคลผู้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อให้เป็น ”อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” (อสม.) มีหน้าที่รักษาโรคขั้นพื้นฐานที่ไม่รุนแรงให้กับชาวไทยภูเขา (การเจ็บป่วยที่รุนแรงนั้นจะต้องส่งให้ทางโรงพยาบาลท้องถิ่นทำการรักษา) บุคคลเหล่านี้ยังสามารถให้คำแนะนำกับผู้ที่ต้องการเลิกฝิ่นได้อีกด้วย สำหรับในหมู่บ้านละหู่ที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาทั้งสามหมู่บ้านนั้น เหล่า อสม. ได้เข้ามาจัดการหาแหล่งน้ำบริโภคที่สะอาดให้แก่ชาวบ้าน และได้ทำการขุดบ่อน้ำที่หมู่บ้านปาห์โลและหมู่บ้านห้วยตาด อาศัยแรงงานจากชาวบ้านและเงินทุนสนับสนุนจากทางรัฐบาลออสเตรเลีย ในปี ค.ศ. 1979 ก็ยังได้ทำการสร้างส้วมสาธารณะให้กับชาวบ้านอีกด้วย ทว่าส้วมดังกล่าวก็มีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน ซึ่งส่วนมากต้องการมีส้วมส่วนตัวในครัวเรือนของตน (หน้า 98) ส่วนในเรื่องอาหารและโภชนาการนั้น ข้อมูลจากการสำรวจของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า จากการที่หมู่บ้านไม่สามารถจะผลิตอาหารได้เองในชุมชนอย่างพอเพียง ส่งผลให้เด็กๆ ในหมู่บ้านปาห์โลและหมู่บ้านแม่ปันล่างนั้น มีภาวะขาดสารอาหารอีกด้วย (หน้า 103) |
|
Art and Crafts (including Clothing Costume) |
|
Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation) |
บทความนี้เน้นถึงความสัมพันธ์ของละหู่ที่มีต่อไทยพื้นราบ (ไตยวน) โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่มีต่ออำนาจของรัฐบาลไทย ในฐานะที่ละหู่เป็นพลเมืองของราชอาณาจักรไทย บทความระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1950 รัฐบาลไทยมิได้ให้ความสนใจกับเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของละหู่ และชาวไทยภูเขากลุ่มอื่นมากนัก จวบจนหลังทศวรรษที่ 1960 เรื่อยมาจนถึงช่วงเวลาที่ได้เขียนบทความนี้ รัฐบาลไทยได้เพิ่มความสนใจมายังชาวไทยภูเขามากขึ้น เนื่องจากชาวไทยภูเขาได้เป็นต้นเหตุสำคัญในการทำลายป่าต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นจากการถางป่าทำไร่หมุนเวียน หรือจากการจุดไฟเผาไร่และลุกลามไปเป็นไฟป่า การลดลงของป่าต้นน้ำทำให้เกิดภาวการณ์กัดเซาะของหน้าดินและส่งผลต่อการลดลงของปริมาณฝนอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตในภาคเกษตรกรรมของไทยพื้นราบ ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงได้เข้ามาควบคุมมิให้ชาวไทยภูเขา(รวมละหู่ด้วย) ทำการแผ้วถางหรือเผาป่าตามความอำเภอใจ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ละหู่ต้องถูกผลักดันออกจากพื้นที่เทืองเขาสูงลงมาอยู่อาศัยยังพื้นที่ที่ต่ำลงมา นอกจากนั้น ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ภาครัฐบาลไทย ต้องเข้ามาควบคุมความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขามากขึ้น เนื่องมาจากการแพร่ขยายเข้ามาของยาเสพติดเป็นจำนวนมากตามแนวชายแดน ทางการไทยเกรงว่า ชาวไทยภูเขาอาจจะเป็นตัวกลางในการลำเลียงยาเสพติดลงสู่ไทยพื้นราบ และยังเป็นแหล่งผลิตฝิ่นที่สำคัญอีกด้วย ทางภาครัฐจึงได้มาทำการควบคุม นอกจากรัฐบาลไทยแล้วยังมีกลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลือชาวไทยภูเขารวมทั้งละหู่ให้สามารถยังชีพอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องแผ้วถางป่า ซึ่งหนึ่งในโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวไทยภูเขาที่สำคัญที่สุดก็คือ โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บางครั้งการที่ชาวไทยภูเขาก็ได้รับการเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การที่กรมป่าไม้ไม่ยินยอมให้ละหู่เข้าไปใช้พื้นที่ทำกินในบริเวณที่มีความชันมากกว่า 35 องศานั้นแต่กลับปรากฏว่า อนุญาตให้ชาวไทยพื้นราบขึ้นไปทำไร่ชาบนภูเขาได้แม้ว่าในบางกรณีเป็นพื้นที่ที่ชันกว่า 70 องศาก็ตาม (หน้า 99) นอกจากภาครัฐแล้วบางครั้งภาคธุรกิจเอกชนก็ได้ทำการเอารัดเอาเปรียบชาวไทยภูเขา เช่น ในกรณีที่บริษัทชาระมิงค์สนับสนุนให้ละหู่อพยพมาตั้งหมู่บ้านอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับไร่ชาของตน(คือ หมู่บ้านห้วยตาด) เพียงเพื่อหวังจะได้ละหู่เหล่านั้นมาเป็นแรงงานราคาถูกในไร่ชาของตน (หน้า 88) |
|
Social Cultural and Identity Change |
ภายหลังจากที่ได้อพยพลงมาทำการตั้งถิ่นฐานยังบริเวณที่ต่ำกว่าเดิมแล้ว ละหู่ก็ได้ละทิ้งการทำไร่หมุนเวียน มาเป็นการทำการเกษตรแผนใหม่ตามแบบของไทยพื้นราบทำให้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น และเริ่มรับเอาวัฒนธรรม-ค่านิยมต่างของไทยพื้นราบเข้ามาสู่สังคมของตน เช่น ธรรมเนียมการเซ่นสังเวยแด่ เทพเจ้า G’ui sha เพื่อเป็นการชำระล้างบาป ในวันขึ้น 15 ค่ำ และแรม 8 ค่ำ ของเดือน ตามปฏิทินจันทรคติ ธรรมเนียมดังกล่าวผู้เขียนระบุว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากธรรมเนียมการไปทำบุญในวันพระของชุมชนไทยพุทธที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง (หน้า 82) หรือ ค่านิยมการเปลี่ยนรูปแบบการสร้างบ้านเรือนของตนมาเป็นแบบเดียวกับที่ไทยพื้นราบทางภาคเหนือนิยมสร้าง การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและค่านิยมดังกล่าวได้เป็นการทำลายอัตลักษณ์ของชุมชนละหู่ลงไปทีละน้อย (หน้า 111-113) |
|
Other Issues |
ผู้เขียนได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ ละหู่ต้องการถือสัญชาติไทยและได้รับการรับรองสถานภาพการเป็นพลเมืองจากทางการไทยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากละหู่ต้องการที่จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตนทำกินอยู่ หากไม่ผ่านการรับรองว่ามีสัญชาติไทยโดยทางราชการแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะขอรังวัดออกโฉนดที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ได้ ทำให้การถือครองที่ดินดังกล่าวเสี่ยงต่อการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ละหู่พยายามที่จะได้สัญชาติไทยและมีบัตรประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทางราชการไทยก็ยินดีที่จะรับรองสัญชาติและออกบัตรประชาชนให้ หากละหู่ผู้นั้นสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนเองเกิดในประเทศไทย (หน้า 94-95) |
|
Map/Illustration |
บทความนี้มีแผนที่และภาพประกอบเป็นจำนวนมาก แผนที่แสดงอาณาเขตภาคเหนือของประเทศไทยและที่ตั้งของชุมชนที่ทำการศึกษาที่หน้า 77 และแสดงพื้นที่ตั้งหมู่บ้านและพื้นที่ทำการเพาะปลูกของบ้านปาห์โล และหมู่บ้านห้วยตาด ที่หน้า 87 และนอกจากนั้นมีรูปภาพประกอบบทความเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ การทำการเกษตรของละหู่ และสภาพทางภูมิศาสตร์ของชุมชนที่ผู้เขียนเข้าไปศึกษาที่หน้า 81,84,85,88,89,90,96,97,98,100,103,104,106,108,109,110,112,113 และนอกจากนั้น ยังมีแผนภูมิและตารางข้อมูมประกอบในบทความเป็นจำนวนมากอีกด้วย |
|
|